Monday, 5 December 2022

10 เรื่องจริง ชาไข่มุก (Bubble Tea) ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ชาไข่มุก

คุณคงรู้จัก ชาไข่มุก เครื่องดื่มยอดนิยมของทุกเพศทุกวัยที่บางคนถึงขนาดขาดไม่ได้จนต้องดื่มมันเป็นประจําทุกวัน และในวันนี้ akatommychong จะพาคุณมาพบกับ 10 เรื่องจริงของชาไข่มุก ที่คุณอาจไม่เคยรู้

เรื่องจริงของ ชาไข่มุก

อันดับที่สิบ ต้นกําเนิดของชาไข่มุก

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าชาไข่มุกมีต้นกําเนิดมาจากไต้หวัน เพียงในปัจจุบันนั้นมีอยู่ 2 ทฤษฎี โดยทฤษฎีที่หนึ่งกล่าวว่า ในอดีตมีเจ้าของร้านขายชาคนหนึ่งไปถูกใจกับขนมที่ทํามาจากแป้งมันสำปะหลังที่มีลักษณะเป็นลูกเล็กๆหนึบๆและเขาก็คิดว่ามันน่าจะเข้ากันได้ดีกับชาจึงเกิดเป็นเมนูผสมที่มีชื่อว่าชาไข่มุก แต่ถ้าว่าทฤษฎีนี้ก็แทบไม่มีหลักฐานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย จึงทําให้มีความน่าเชื่อถือต่ํา ส่วนทฤษฎีที่สองนั้นเป็นที่ยอมรับในสากลมากกว่า โดยเริ่มมาจากเจ้าของร้านชาที่มีชื่อว่า Chun Shui Tang ได้เดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วพบว่าชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกาแฟเย็นมากๆและยังมีการใส่นมเข้าไป จากนั้นเมื่อเขากลับมาที่ไต้หวัน ก็ลองเอาสิ่งที่เห็นนี้มาใช้กับชาของตัวเอง เขาเอานมใส่เข้าไปแล้วทําออกมาเป็นเครื่องดื่มเย็นและผลก็ปรากฏว่ามันกลายเป็นชาที่มีรสชาติดี

จากนั้นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ทดลองกับขนม Fen Yuan ใส่เพิ่มเข้าไปด้วย โดยขนม Fen Yuan ดังกล่าว มันเป็นขนมไต้หวันที่ทํามาจากแป้งมันสําปะหลัง มีลักษณะเป็นก้อนกลมๆเล็กๆ มีเนื้อหนุบหนับ และจากการทดลองให้คนภายในบริษัทลองชิม ปรากฏว่าทุกคนชื่นชอบมากๆ จนถึงขนาดทําออกมาวางขายจริงๆ ในปี 1988 แต่จากนั้นเป็นต้นมา ชาไข่มุกก็ได้รับความนิยมอย่างมากในไต้หวันและในปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับกันว่า ร้าน Chun Shui Tang คือร้านชานมไข่มุกเจ้าแรกของโลกใบนี้

อันดับที่เก้า เม็ดไข่มุกทํามาจากอะไร

แน่นอนว่าสิ่งที่ทําให้ชาไข่มุกแตกต่างไปจากชานมชนิดอื่นก็คือการใส่เม็ดไข่มุกลงไปด้วยและอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เม็ดไข่มุก แบบดั้งเดิมนั้น มันคือขนม Fen Yuan ที่ทํามาจากแป้งมันสําปะหลัง แต่ในปัจจุบันภาพรวมของการทําเม็ดไข่มุกก็คือการนำแป้งมันสําปะหลังมาผสมกับน้ําตาลทรายแดงและเคี่ยวกับน้ําเปล่าจนเดือดจากนั้นก็ไปผสมกับแป้งมันสําปะหลังอีกที ให้เป็นก้อน ซึ่งเมื่อต้องการนํามาใช้ ก็จะนําเอาก้อนไข่มุกที่ว่านี้ไปต้มน้ําเปล่าแล้วค่อยเอามาใส่ในนม โดยที่ในปัจจุบันวิธีการทําให้ไข่มุกก็มีการพัฒนาสูตรที่หลากหลายมากกว่าเดิม ซึ่งอาจจะมีการใส่ส่วนอื่นลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นผงโกโก้หรือผงชาเขียว เพื่อให้ได้รสชาติที่แปลกใหม่ อาจจะมีการใส่สีผสมอาหารลงไปเพื่อให้มีสีสันที่แปลกตา และในแง่ของความเชื่อนั้นชาวใต้หวันเรียกเม็ดไข่มุกว่า BaBa ซึ่งเป็นคําแสลงที่หมายถึงหน้าอกผู้หญิง เนื่องจากมีลักษณะที่คล้ายๆกัน

อันดับที่แปด ทําไมต้องเขย่าก่อนดื่ม?

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าก่อนที่เราจะเจาะฝาแก้วชาไข่มุก เราต้องเขย่ามันซะ เพื่อให้ชาไข่มุกมีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่ดีขึ้น ซึ่งเหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เป็นเพราะในใบชามีสารเคมีตามธรรมชาติที่มีชื่อว่าแทนนิน ซึ่งเมื่อเราเขย่าแก้วก็จะทําให้แทนนินทําปฏิกิริยากับออกซิเจน แล้วทำให้ชามีกลิ่นหอม มีฟองนุ่มละมุน และยังทําให้มีรสชาติดีขึ้นอีกด้วย นอกจากการเขย่าก่อนดื่มแล้ว การจะดื่มชาไข่มุกให้มีรสชาติดีที่สุดคือการดื่มทันทีหลังจากที่ทําเสร็จใหม่ๆ

อันดับที่เจ็ด เส้นทางของชาไข่มุก

เส้นทางของชาไข่มุกเริ่มต้นในปี 1988 ที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากชาวไต้หวันอย่างรวดเร็วและจากนั้นก็ใช้เวลาไม่นานนักก็มีแบรนด์ชาไข่มุกเกิดขึ้นมาใหม่อีกมากมายและในเวลาต่อมาชาไข่มุกจะโด่งดังมากๆที่ สิงคโปร์ แล้วขยายไปทั่วเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนั่นก็รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยในส่วนของประเทศไทยเจ้าแรกๆที่นําชาไข่มุกมาขายแล้วประสบความสําเร็จมากๆก็คือแบรนด์ Mr.Shake โดยในยุค 90 นั้น Mr.Shake เป็นอะไรที่โด่งดังมากๆ พวกเขาขายดีเป็นเทน้ําเทท่าจนมีชาไข่มุกเจ้าใหม่ๆเกิดขึ้นมาอีกมากมาย

แต่ส่วนความนิยมในสหรัฐอเมริกานั้น เริ่มจากการที่มีชาวไต้หวันบางส่วนได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียและเปิดร้านขายชาไข่มุกขึ้นมา จากนั้นชาไข่มุกก็เริ่มได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งในทุกวันนี้ชาไข่มุกก็ไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่ประเทศเหล่านี้เท่านั้นแต่มันได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกไปแล้ว

ชาไข่มุก

อันดับที่หก  DEHP

ในปี 2011 วงการชาไข่มุกในไต้หวันต้องสะเทือนกับดราม่าสาร DEHP โดยสารที่ว่านี้โดยทั่วไปแล้วจะนําไปผสมกับพลาสติกพีวีซีเพื่อทำให้เนื้อพลาสติกอ่อนตัว ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก พลาสติกห่ออาหาร ของเล่น เครื่องมือแพทย์ และรวมไปถึงวัสดุก่อสร้างด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีข่าวออกมาว่า มีสาร ดีเอชพี ปนเปื้อนอยู่ในชาไข่มุกของไต้หวันหลายแบรนด์ไล่ตั้งแต่ร้านค้าเล็กๆไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าหากมีสารที่ว่านี้สะสมอยู่ในร่างกายมากๆก็จะทําให้ปัญหาสุขภาพต่างๆตามมาอีกมากมาย

ดราม่าที่ว่านี้กลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากๆเนื่องจากชาวไต้หวันนิยมดื่มชาไข่มุกและดื่มกันมาแล้วเนิ่นนาน จึงทําให้พวกเขากังวลว่าตัวเองได้รับสารที่ว่านี้เข้ามามากน้อยแค่ไหนแล้ว จะเป็นอะไรหรือไม่ ความกังวลนี้ส่งผลให้ยอดขายชาไข่มุกลดลง บางรายอาจมียอดขายลดลง 30% บางรายอาจจะลดลง 50% หรือบางรายอาจจะมากกว่านั้น ซึ่งกว่าที่ตลาดไข่มุกในไต้หวันจะทําการพิสูจน์แก้ไขและเรียกความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคกลับมาได้ ก็ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามปัจจุบันก็มีผู้บริโภคบางส่วนที่ยังคงระแวงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ หรือไม่ก็เลิกดื่มชาไข่มุกไปแล้ว

อันดับที่ห้า ชาไข่มุกแก้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องราวที่เป็นสถิติโลกกับชาไข่มุกแก้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ได้รับการรับรองจาก Guinness World Records โดยสถิตินี้เป็นของ YouTubers ชาวญี่ปุ่นที่มี Mihara Keigo หรือ Sanyuan  โดยที่ในปี 2018 เขาได้จัดงานฟรีคอนเสิร์ตที่ไต้หวันและได้เตรียมชาไข่มุกแก้วยักษ์เอาไว้ด้วย โดยมันคือชาไข่มุกที่มีขนาด 680 ลิตร ใช้เวลาจัดเตรียมนานถึง 4 ชั่วโมง และหลังจาก คอนเสิร์ตจบลง ผู้ชมกว่า 2000 คนก็สามารถมาแบ่งชาไข่มุกที่ว่านี้ไปดื่มได้

อันดับที่สี่ เสพติดชาไข่มุก

หลายคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่ว่า ยิ่งดื่มชาไข่มุกก็ยิ่งอร่อยยิ่งดื่มเท่าไรก็ยิ่งติด บางคนถึงขนาดซื้อชาไข่มุกมาดื่มทุกวันด้วยซ้ําไป จนทําให้เกิดข้อสงสัยทําไมผู้คนมากมายถึงติดชาไข่มุกมากขนาดนี้ โดยผู้เชี่ยวชาญนั้นกล่าวว่าคนส่วนใหญ่อาจไม่ได้ติดที่รสชาติชาไข่มุกแต่เสพติดน้ําตาลและความหวานที่อยู่ข้างในนั้น โดยการเสพติดน้ําตาลที่ว่านี้จะทําให้ระบบสื่อประสาทหลังสารเคมีที่มีชื่อว่า Dopamine  ออกมาภายในสมองของเรา ซึ่งจะส่งผลให้มีความสุข อิ่มเอมและเหมือนได้รับรางวัลโดยความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมา นี้ก็ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นั่นจึงทําให้เราต้องการอยู่เรื่อยๆจนกลายเป็นการเสพติดขึ้นมา

ส่วนวิธีการสังเกตว่าเราเสพติดน้ําตาลหรือความหวานหรือไม่นั้น? คือการสังเกตพฤติกรรมตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ในระหว่างวันอาจจะคิดถึงความหวานและต้องการกินมันอยู่บ่อยๆ เราสามารถกินอาหารหวานได้ในปริมาณมากหรือถ้าหากวันไหนที่ไม่ได้กินก็จะมีอาการหงุดหงิดและอารมณ์เสีย ซึ่งถ้าหากคุณมีอาการเหล่านี้ ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคุณกําลังเสพติดน้ําตาลและความหวาน

ชานมไข่มุก

อันดับที่สาม ไม่ใช่กระแสชั่วคราว

หากใครทานในยุค 90s ก็น่าจะเคยเห็นกันแล้วว่า มันคือช่วงงเวลาที่ชาไข่มุกเริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทย และก็น่าจะเคยได้ยินคํากล่าวในทํานองที่ว่า ชาไข่มุกก็แค่ของใหม่ที่เป็นกระแสสั้นๆเท่านั้น อีกเดี๋ยวคนก็จะเลิกดื่มไปเอง ซึ่งคํากล่าวทํานองนี้ก็ไม่ได้มีแค่เพียงประเทศไทยเท่านั้นแต่มีอยู่เกือบทุกประเทศ จากนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปชาไข่มุกก็ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของจริงและสามารถยืนหยัดท่ามกลางเครื่องดื่มชนิดอื่นได้เสมอมา ซึ่งในปัจจุบันได้มีการประเมิน มูลค่าตลาดของชาไข่มุกบนโลกใบนี้น่าจะอยู่ที่ 2500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และคาดว่าน่าจะโตเป็น 4500 ล้านเหรียญสหรัฐได้ภายในปี 2027

อันดับที่สอง พิซซ่าหน้าชาไข่มุก

ไต้หวันไม่เพียงแค่เป็นต้นกําเนิดของชาไข่มุกเท่านั้น แต่พวกเขามีความคลั่งไคล้ในชาไข่มุกไม่แพ้ชาติในโลก โดยที่ในปี 2019 ทาง Domino’s Pizza ประเทศไต้หวัน ได้เปิดตัวพิซซ่าหน้าชาไข่มุกหรือที่เรียกว่า brown sugar pearl milk tea  pizza ที่ผ่านการทดลองสูตรมานานหลายเดือนและแน่นอนว่าด้วยความแปลกแหวกแนวของพิซซ่าหน้าชาไข่มุก มันจึงทําให้กลายเป็นกระแสและได้รับความนิยมอย่างมากในไต้หวันส่วนสาเหตุที่พวกเขาทําหน้านี้ขึ้นมา มาจากงานวิจัยที่กล่าวว่าในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงไปจนถึงต้นฤดูหนาว ยอดขายอาหารหวานในไต้หวันจะสูงกว่าช่วงเวลาอื่นประมาณ 20 % นั่นจึงทําให้ทาง Domino’s Pizza คิดค้นพิซซ่าหน้านี้ขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าได้รับอาหารหวาน

อันดับที่หนึ่ง อย่าดื่มมากเกินไป

แม้ว่าชาไข่มุกนั้นจะอร่อยและน่าหลงไหลมากเพียงใด แต่การดื่มมากเกินไปย่อมไม่ดีแน่ เพราะมันจะทําให้มีปัญหาสุขภาพต่างๆตามมามากมาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายของเราต้องการน้ําตาลวันละ 6 ช้อนชา แต่ถ้าว่าในชาไข่มุก 1 แก้ว เฉลี่ยแล้วมีน้ําตาลอยู่ประมาณ 10 ช้อนชา หรือในบางรสชาติหรือบางแบรนด์ก็อาจจะมีน้ําตาลสูงถึง 20 ช้อนชา ด้วยซ้ํา อีกทั้งเม็ดไข่มุกแต่ละเม็ดก็ยังให้พลังงานเม็ดละ 12 กิโลแคลอรี่ ซึ่งมานับรวมทั้งแก้ว เฉลี่ยแล้วจะมีพลังงานอยู่ที่ 240-360 กิโลแคลอรี่

ดังนั้นการดื่มชาไข่มุกมากเกินไปอาจจะทําให้เกิดปีญหาสุขภาพต่างๆตามมาไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน การมีไขมันสะสมในอวัยวะต่างๆ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและอื่นๆอีกมากมาย นั่นจึงทําให้มีคํากล่าวที่ว่า การดื่มชาไข่มุกมากเกินไป เปรียบเสมือนการตายผ่อนส่ง ดังนั้นต้องสังเกตพฤติกรรมของตัวเองให้ดี ว่าเข้าค่ายเสพติดชาไข่มุกหรือไม่ และถ้าใช่ก็ควรลดปริมาณการดื่มลงบ้างนั่นเอง

สนับสนุนบทความโดย :: slotdirect777


one × four =