Monday, 5 December 2022

5 ปัญหาผิวที่ครีมแก้ไม่ได้! หน้าพัง! ผิวแย่ลง หน้าไม่ใส รู้แล้ว..ผิวดีขึ้นได้

26 Sep 2022
106

ปัญหาผิวที่ครีมแก้ไม่ได้

วันนี้เรา akatommychong  จะมาพูดถึงพฤติกรรม ปัญหาผิวที่ครีมแก้ไม่ได้ ที่หากถ้าเรายังทําอยู่จะทำให้ผิวเราเป็นถาวรได้เลยซึ่งผลเสียที่เกิดขึ้นมาจากความเคยชินที่เราทําจนไม่รู้ตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้นจะเกิดความสะสมเป็นปัญหาผิวที่ไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือสังเกตได้ด้วยสายตา แต่มันจะค่อยๆแสดงปัญหาออกมาทางผิวหนังของเรา อย่างเช่น เกิดสิว ฝ้า กระ จุดด่างดํา หน้าหมองคล้ํา ไม่สดใส มีปัญหารอยสิวหรือว่าเป็นสิวเรื้อรังที่รักษาไม่หายสักทีรวมถึงเป็นปัญหาอื่นๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยก่อนวัย หน้าแก่เร็ว เหี่ยวย่น 5 พฤติกรรมนี้เราคัดมาแล้วว่าหลายคนทําอยู่แล้วก็ไม่รู้ตัวซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญมากเลยที่ทําให้ผิวของเราแย่ลง และทาครีมไม่เห็นผลถ้าหากเรายังทําแบบนี้อยู่

พฤติกรรมที่ทำให้ผิวแย่ลง ปัญหาผิวที่ครีมแก้ไม่ได้

 

อาหารน้ําตาลสูง

1. ทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลสูง

อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ําตาลสูง จะไปยับยั้งทุกกระบวนการของผิวที่ดีของเราตั้งแต่การสร้างเซลล์ผิวใหม่ การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของผิว การฟื้นฟูซ่อมแซมผิว สิ่งเหล่านั้ถูกยับยั้งนอกเหนือจากนี้ยังรวมไปถึงไปลดความแข็งแรงของผิวให้อ่อนแอลง ไปทําให้เซลล์ผิวของเราเสื่อมตัวลง ยังไปรบกวน skin microbiome ทำให้ผิวเสียสมดุล หรือว่าสิ่งที่จําเป็นดีๆบนผิวทำให้ลดลง จึงส่งผลให้เราเป็นผิวที่มีสิวง่ายขึ้น หรือเป็นสิวเรื้อรังได้เลย เวลาที่ร่างกายของเราได้รับน้ําตาลมากเกินไป จะส่งผลให้เกิด Glycation ก็คือจะไปทําลายระบบโครงสร้างของคอลลาเจนเรา ก็จะส่งผลให้ผิวเราขาดความยืดหยุ่นของผิวลงเรื่อยๆ ทําให้ปรากฏเป็นริ้วรอย ผิวเหี่ยวย่น หยาบกร้าน ชั้นผิวเราบางลง การบริโภคน้ําตาลสูงมากเกินไปก่อให้เกิดสารเร่งแก่และยังไม่มีครีมใดที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ไม่ทาครีมกันแดด

2. ไม่ทาครีมกันแดด

ครีมกันแดดเราควรจะใช้เป็นประจําทุกวันเปรียบเสมือนการแปรงฟัน ซึ่งเป็นข้อแนะนําจากแพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ได้บอกเอาไว้ และผิวที่ควรได้รับการปกป้องแสงแดด ควรมีอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป ต่อให้เราใช้ครีมดี กินอาหารเสริมที่ดีทํามากเท่าไร ผิวเราก็ไม่ดีขึ้นหรือไม่เห็นผลเลยถ้าเราพลาดข้อนี้ เพียงข้อเดียวก็คือ ไม่ทาครีมกันแดด เพราะจากหลายคนเข้ามาปรึกษาปัญหาผิวส่วนใหญ่เลยจะพลาดในข้อนี้ แล้วทําให้เกิดปัญหาผิวเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นสิวฝ้า หน้าหมองคล้ํา เกิดจุดด่างดํา รอยแผลเป็นจากสิวไม่จางลง

ในปัจจุบันนี้มีครีมกันแดดที่มีนวัตกรรมใหม่ๆมากมายที่ช่วยครอบคลุมในการปกป้องผิวของเราที่นอกเหนือจากการปกป้องผิวจากแสงแดดไม่ว่าจะเป็นชะลอการเสื่อมโทรมของผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอย เสริมชั้นผิวให้เราแข็งแรงมากขึ้น ป้องกันการสูญเสียน้ําที่จะออกจากผิวของเราได้ด้วย และยังถูกออกแบบให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย

แม้ว่าเรามีครีมกันแดดแล้ว วิธีทาครีมกันแดดก็สําคัญเช่นกัน แนะนําให้ทาเป็นสองรอบ รอบที่หนึ่งเราจะทาครีมกันแดดบริเวณใบหน้าของเราทั้งหมด ใช้ประมาณสองข้อนิ้ว จากนั้นเราจะทาเพิ่มอีกหนึ่งรอบบริเวณจุดรับแสงของผิวหน้า ก็คือหน้าผาก โหนกแก้มสองข้าง จมูกและคาง แต่ถ้าใครมีฝ้าที่เกิดจากบริเวณเหล่านี้เราก็เพิ่มปริมาณครีมกันแดดเพิ่มด้วย แต่ครีมกันแดดนะคะไม่สามารถปกป้องผิวของเราได้ 100% เราควรจะสวมหมวก กางร่ม สวมแว่น แล้วก็หลบเลี่ยงหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดด้วย หากว่าเราจําเป็นจะต้องเจอแสงแดดหรือว่าได้ ได้รับไอร้อนจากแสงแดดเป็นเวลานานๆ แนะนําทาครีมกันแดดซ้ําระหว่างวัน ทุกชั่วโมง การทาซ้ําก็อย่างเช่น ทาแป้งพัฟที่ผสมรองพื้น หรือว่าการใช้ครีมกันแดดในรูปแบบของสเปรย์และยังมีอีกหลากหลายวิธีเลย

ดื่มน้ำน้อย

3. ดื่มน้ำน้อยเกินไป

การดื่มน้ําเปล่าโดยเฉลี่ยแล้วร่างกายเราควรจะบริโภคให้เพียงพออยู่ที่ประมาณ 1.5-2 ลิตร ถ้าเราใช้กิจกรรมที่ศูนย์เสียเหงื่อหรือว่ามีอากาศร้อนอาจจะต้องดื่มน้ําเพิ่มมากขึ้น ในบางคนอาจจะใช้สูตรคํานวณในเรื่องของการดื่มน้ํา แต่เพื่อความง่ายและก็สะดวกจําได้ง่าย แนะนําดื่มให้ได้อย่างน้อยประมาณ 2 ลิตร เป็นประจําทุกวัน

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเราดื่มน้ําพอรึยัง ง่ายๆเลยให้เราสังเกตจากร่างกายและผิวพรรณของเรา ร่างกายเรามีความฉลาดอยู่ร่างกายจะส่งสัญญาณออกมาว่า ถ้าเรามีอาการปากแห้งลอก ผิวดูหมองโทรม ขาดความกระจ่างใส อันนี้คือเป็นวิธีการสังเกตแบบคร่าวๆ ถ้าเราดื่มน้ําอย่างเพียงพอนเซลล์ผิวเราจะมีความกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังไปช่วยลดการอุดตันที่เป็นสาเหตุการเกิดสิวของเราได้ด้วย ไปปรับสมดุลบนผิวหนังของเราหรือว่า skin microbiome ยังไปช่วยลดความหมองคล้ําของผิวเราได้อีกด้วย ดังนั้นหากเราดื่มน้ําน้อยหรือว่าดื่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะทำให้ผิวเราไม่กระจ่างใส มีอนุมูลอิสระในร่างกายมากขึ้น ทําให้ผิวเราแก่เร็วเสื่อมลงเร็วด้วยสิ่งนี้ยังไม่มีครีมไหนที่แก้ไขในภาวะนี้ได้

นอนน้อย

4. นอนน้อยหรือการนอนไม่ได้คุณภาพ

ไม่ใช่แค่เรื่องของการนอนให้ได้ชั่วโมงเท่านั้นช่วงเวลาที่ควรนอนหลับก็สําคัญเช่นกัน ในช่วงเวลาที่ควรหลับสนิทก็คือช่วง 5 ทุ่มเป็นต้นไป ควรหลับให้ได้ประมาณ 7- 9 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงที่เราหลับสนิทกลไกผิวพรรณของเราจะทํางานได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่การสร้างเซลล์ผิวใหม่ การซ่อมแซม ฟื้นฟูผิวที่เรามีปัญหาจะทําให้ผิวเราดีขึ้นมาได้ ผลลัพธ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้หากเรานอนหลับสนิทและทําให้ร่างกายสามารถหลั่งฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่นั่นก็คือ โกรทฮอร์โมน ไม่ใช่แค่โกรทฮอร์โมนอย่างเดียวยังมีฮอร์โมนอื่นๆที่ต้องทํางานร่วมกันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและผิวพรรณของเรา

นอกจากนี้การนอนหลับไปพร้อมกับแสงเล็กๆอย่างเช่น จากโคมไฟ แสงจากการชาร์จโทรศัพท์มือถือ จะทําให้เรานอนหลับได้ไม่เต็มที่ ระบบประสาทจะตื่นตัวตลอดเวลา โกรทฮอร์โมนจะไม่สามารถหลั่งได้อย่างเต็มที่และเพื่อสุขภาพผิวที่ดีเราควรนอนหลับในห้องที่มืดสนิท

บุหรี่

5. สูบบุหรี่และการได้รับควันจากบุหรี่

อย่างที่เรารู้กันว่าการสูบบุหรี่มีอันตรายต่อปอดของเราและผิวพรรณของเราก็มีอันตรายเหมือนกัน ผลเสียจากการสูบบุหรี่หรือได้รับควันจากบุหรี่ ซึ่งมีนิโครตินและสารเคมีที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกายของเราเลย ทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินส่งผลให้ผิวเราขาดความยืดหยุ่น ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย และถ้าเราได้รับสิ่งเหล่าไปเรื่อยๆจะเริ่มเกิดรอยแตกบนผิวหนังได้ด้วย การสูบบุหรี่จะไปยับยั้งกระบวนการฟื้นฟูซ่อมแซมผิว ทําให้ผิวเราไม่สดใส ทาครีมไม่เห็นผล หรือใครที่กําลังรักษาสิว รักษาฝ้า ก็ไม่ดีขึ้น

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยสําคัญที่ควรหลีกเลี่ยงหรือว่าไม่ควรทําเลยเพราะหากทําแล้วยังไม่มีครีมใดที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ หรือมีวิธีใดที่ลดผลข้างเคียงได้ นอกจากการหยุดหรือปรับพฤติกรรม

สนับสนุนบทความโดย :: baccaratnine


nineteen − 12 =